กิเลสไม่รู้
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์บนศาลา วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา อยากออกฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของตน ถ้าออกฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของตน มันต้องมีสติมีปัญญา มีการแยกแยะว่าโลกกับธรรม
ถ้าทางโลกๆ สิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตยนั้นเป็นเรื่องโลกๆ แล้วเรื่องโลกๆ แล้วก็ไม่กล้าพูดด้วย เวลาอยู่กับโลก หงอ กลัวเขานัก พอมาทางธรรมๆ มันเสมอภาค พอมาทางธรรมๆ ตัวเองเก่งขึ้นมาทันทีเลย
แต่ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้ามีสติมีปัญญานะ มันมีธรรมสังเวช มันเห็นสิ่งใดแล้วมันสลดมันสังเวชไปทั้งนั้นน่ะ ใครจะทำอะไรมันเรื่องของเขา ใครจะดีจะชั่วมันเรื่องของเขา เรามาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราต่างหาก
แล้วถ้าเราไปวัดไปวา ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงามไง หลวงปู่มั่น ไม่ใช่เฉพาะในวัดหรอก เข้ามาก็ไม่ให้เข้าแล้ว เรื่องโลก
เรื่องโลกๆ มันเรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องการแข่งขัน แล้วการแข่งขันๆ แล้วแข่งขันด้วยบุญและบาป ด้วยดีหรือชั่ว ถ้าแข่งขันอย่างนั้น ถ้าถึงที่สุดแล้วก็ทำลายกัน ทำลายกันด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ทำลายกันด้วยสติด้วยปัญญา
นี่ไง เวลาสัตว์มันต่อสู้กัน มันมีเขี้ยวมีเล็บเท่านั้นน่ะ มนุษย์นี่สติปัญญาร้ายกาจนัก วางแผนซับซ้อนซ่อนเงื่อน แต่นั่นมันเรื่องของสังคมไง ภายนอกไง เรื่องโลกไง เราก็เกิดมากับเขา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นางมหามายาเป็นพระมารดา พระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระบิดา เวลาจะออกบวชไง พระเจ้าสุทโธทนะพยายามปกป้องคุ้มครองไว้ทั้งนั้นน่ะ ถ้าอยู่ทางโลกจะได้เป็นจักรพรรดิ แว่นแคว้นนั้นจะขยายออกไป แต่ถ้าไปบวชจะเป็นศาสดา ทะนุถนอมเลี้ยงดูไว้เพื่อจะให้อยู่ในทางโลกไง เวลาจะออกบวชไง ออกบวชขึ้นมา พระเจ้าสุทโธทนะเสียใจมาก เสียลูกชายไปแล้วนะ เหลือหลานไว้ ก็ต่อไปจะให้เป็นกษัตริย์เป็นจักรพรรดิต่อไป
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ๖ ปี แสวงหาสัจจะหาความจริงอันนั้น เอาชีวิตเข้าแลกมาทั้งนั้นน่ะ สลบถึง ๓ หน อดอาหาร อดต่างๆ ที่ว่าจะต่อสู้กับกิเลส ความที่กิเลสมันพอใจ แต่มันความคิดของโลกๆ ไง ความคิดของเจ้าลัทธิต่างๆ ในสมัยนั้นไง จนปัจจุบันนี้ก็ยังมี ทำทุกรกิริยาๆ โยคะๆ นั่นแหละ
แต่ถ้าเป็นเอาจริงเอาจังขึ้นมา เวลาบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ มันสมกับความเกิดมาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย สร้างอำนาจวาสนามาขนาดนั้น เวลาเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา ตรัสรู้เองโดยชอบ โดยความชอบธรรมในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาโดยชอบธรรมแล้วเสวยวิมุตติสุขๆ
นี่ไง สิ่งที่แสวงหาไง ไปเที่ยวสวน เห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย ด้วยอำนาจวาสนา ระลึกได้ว่ามันต้องมีฝั่งตรงข้าม ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย แล้วฝั่งตรงข้ามมันหาที่ไหนล่ะ เวลาไปเห็นสมณะ เห็นนักบวช ต้องหาทางออกทางนี้
บวชมา ๖ ปี ไปศึกษาเล่าเรียนกับเขามาทั้งนั้นน่ะ ที่ไหนเขาว่ายอดเยี่ยม เขาว่าสิ่งที่เป็นพระอรหันต์ ไปศึกษากับเขาทั้งนั้น มันไม่ใช่ ศึกษากับเขาทั้งนั้นเพราะอะไร เพราะศึกษาค้นคว้ากับเขามาจนเขาหมดความรู้แล้วไง ถึงที่สุดแล้ว เวลาถึงสุดท้าย อาฬารดาบส อุทกดาบสไง สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ไง “เจ้าชายสิทธัตถะมีความรู้เหมือนเรา ปฏิบัติเหมือนเรา ทำได้เหมือนเรา ให้เป็นอาจารย์สอนได้”
เจ้าชายสิทธัตถะปฏิเสธทั้งนั้นน่ะ เพราะว่าให้เป็นอาจารย์สอนได้ สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ทำกับเขา สมาบัติ ๘ นั่นแหละ สมาบัติ ๘ มันยังมีกิเลสไง สมาบัติ ๘ มันก็ยังมีความสงสัยอยู่ไง สมาบัติ ๘ มันก็แก้ไขกิเลสอะไรไม่ได้ไง พอไม่ได้ขึ้นมา แล้วที่ไปเที่ยวสวน ที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย มันอยู่ที่ไหนล่ะ ตัวเองไม่รู้ ตัวเองไม่เข้าใจ มันเป็นไปไม่ได้ไง ถึงสละ ถึงลา
แล้วเวลามาเอาจริงเอาจังของตนเอง ฉันอาหารของนางสุชาดา แสวงหามาด้วยการทรมานตน ทรมานทำทุกรกิริยามากมายมหาศาลขนาดไหนแล้วมันเป็นไปไม่ได้ ถ้ามันเป็นไปได้นะ คืนนี้นั่งสมาธิภาวนา เรื่องร่างกายกลับมาฟื้นฟูมันแล้ว เรื่องของจิตใจไง กำหนดอานาปานสติ ระลึกถึงว่าเป็นราชกุมาร ที่พระเจ้าสุทโธทนะพาไปแรกนาขวัญไง แล้วให้อยู่กับโคนต้นไม้นั้นไง เวลานั่งสมาธิไง สิ่งอันนั้นน่ะมันฝังใจ พอมันฝังใจขึ้นมา กำหนดอานาปานสติไง
เวลากำหนดอานาปานสติ จิตมันสงบ จิตมันสงบ จิตมันสงบ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ด้วยอำนาจวาสนาเลย อำนาจวาสนาคือว่ามันรื้อค้นเข้ามาในหัวใจของตนไง ตั้งแต่พระเวสสันดรไป จุตูปปาตญาณ ถ้าไม่สิ้นสุดแล้วมันจะมีการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ไม่มีต้นไม่มีปลายไปขนาดไหน ดึงกลับหมดน่ะ เพราะสติปัญญาไปฝึกฝนค้นคว้ามากับเจ้าลัทธิต่างๆ แล้วไง เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา รั้งเข้ามาๆ รั้งกลับมาได้ไง รั้งกลับมาได้เพราะทำสมาธิมันมีสติมีปัญญาไง
ถ้ามันมีสติมีปัญญาแล้วมันออกไปตามอำนาจวาสนา ออกไปตามวัฏฏะ ผลของวัฏฏะที่ได้ทำมา เห็นไหม บุพเพนิวาสานุสติญาณ ตั้งแต่พระเวสสันดรไปมันคืออะไร มันคืออดีตชาติที่มันทำมาๆ ทำมามันก็สร้างสมอยู่ในหัวใจดวงนั้น มันมีสติปัญญาอะไร มันได้แต่ข้อเท็จจริงอันนั้นไง
ถ้าข้อเท็จจริงของจิตที่มีกำลัง มันก็ย้อนอดีตชาติไป ดึงกลับ คำว่า “ดึงกลับ” คนที่ทำสมาธิเป็น คนทำสมาธิได้ เขารู้ของเขา เขามีสติปัญญาของเขา เขาไม่หลงใหลไปกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากที่มันจะชักนำไปไง รู้โดยข้อเท็จจริง รู้โดยผลของอดีต ถ้าอนาคตๆ รู้โดยผลของอดีต มันจะส่งผลไปในอนาคตนั้นไง อนาคตมันจะได้ผลอย่างไร จะเป็นอย่างไรของมันต่อไปไง ดึงกลับหมดไง เพราะมันก็เป็นผลของวัฏฏะไง มันเป็นเรื่องโลกไง
เวลาดึงกลับมาๆ อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายอวิชชา ทำลายพญามาร ทำลายพญามารด้วยอะไรล่ะ ผลักไสมันไปหรือ วิ่งหนีมันหรือ
ทำลายมันด้วยอาสวักขยญาณ ทำลาย นี่งานชอบไง
งานอดีต งานอนาคตก็ได้ทดสอบมาแล้ว งานในภาคปัจจุบัน ภาคปัจจุบันอยู่ที่ไหน
จิตตภาวนาไง กำหนดอานาปานสติไง จิตสงบมันระงับเข้ามาแล้วไง
หากิเลสๆ หากิเลสไปหาที่ทรมานร่างกาย ทำทุกรกิริยา ทำทุกอย่างที่คิดได้ คิดได้ก็คิดแบบโลก คิดแบบวิทยาศาสตร์ คิดแบบโลกๆ นี้ไง ที่ไหนเขามี ที่ไหนเขาทำก็ทำตามเขา ทำให้เหมือนเขา ทำให้เหนือกว่าเขา มันก็เป็นเรื่องโลกๆ ไง เพราะมันไม่ใช่พระพุทธศาสนาไง
เวลาจะเป็นพระพุทธศาสนาตามความเป็นจริงขึ้นมา อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาด้วยมรรค ๘ งานชอบ เพียรชอบ เพราะมันชอบธรรมไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ เสวยวิมุตติสุขๆ เห็นไหม
นี่ไง อุทกดาบส อาฬารดาบสรับประกัน ศาสดาสมัยนั้นรับประกัน เวลาไปศึกษาแล้วมันไม่จบไม่สิ้น มันไม่รู้ที่มาที่ไป มันมีอะไรเป็นสัจจะเป็นความจริงในความรู้ของตน แต่เวลาอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา รู้อะไร
งานชอบ สมาธิชอบ ปัญญาชอบ เพราะมันชอบ มันเป็นธรรม มันเป็นธรรมจักร มันถึงบดบี้กิเลสตัณหาความทะยานอยากด้วยข้อเท็จจริงในการศึกษา ในการค้นคว้า ในการแสวงหาโดย ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สร้างอำนาจวาสนาบารมีมาไง
เวลากิเลสมันขาด พญามารมันตาย มันตายคือ เวลากิเลสตัณหาความทะยานอยาก สิ่งที่มันสถิตอยู่ฐีติจิต จิตเดิมแท้ จิตเดิมนี้แท้ผ่องใส จิตเดิมแท้ ธรรมมีดั้งเดิม นั่นแหละ มันอยู่ตรงนั้นแหละ มันอยู่ตรงนั้นต้องคนที่รู้เห็นนะ คนที่ไม่รู้ไม่เห็นมันเพ้อเจ้อ มันเพ้อเจ้อเพราะมันมีพระพุทธศาสนาไง
บวชเรียนมาด้วยลัทธิใดก็แล้วแต่ บอกว่าเป็นพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาพุทธ ไอ้ชาวพุทธเซ่อๆ ก็เชื่อไปหมด
แต่คนที่มีสติมีปัญญาเขาพิจารณา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนอย่างนี้หรือ เราก็มีอำนาจวาสนา มีสติปัญญาศึกษาค้นคว้าได้ในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกไง ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเราไง ศาสดาสั่งสอนอย่างไร อบรมอย่างไร บ่มเพาะอย่างไร แล้วทำดีทำชั่วอย่างไร
ในสมัยพุทธกาล สิ่งที่เชื่อฟังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประพฤติปฏิบัติด้วยอำนาจวาสนาของตน เป็นพระอรหันต์มากมายมหาศาล ไอ้วินัย ๒๑,๐๐๐ ข้อนี่แหละ ผู้ที่ศึกษาค้นคว้า บวชเข้ามาแล้วเฉไฉออกนอกลู่นอกทาง บัญญัติๆ ๒๑,๐๐๐ ข้อ พระทำมาทั้งนั้นน่ะ เพราะมีเหตุไง
เริ่มต้นน้องของพระสารีบุตรไปเห็นเจ้าลัทธิต่างๆ ที่เวลาเขาตายไปแล้วไง พอตายไปแล้ว โอ้โฮ! ลูกศิษย์ลูกหามีปัญหากันมากมายมหาศาล มารำพึงกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ทำไมมันเป็นอย่างนั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า เพราะมันไม่มีวินัย มันไม่ได้สร้างวินัยไว้ ข้อวัตรปฏิบัติ
อย่างนั้นนิมนต์ให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า บัญญัติไม่ได้ เพราะมันไม่มีเหตุ
พระพุทธศาสนามีเหตุมีผลมีที่มาที่ไป ไม่เลื่อนลอย
เริ่มต้นจากวินัยๆ ก็พระสุทินนี่ไง พระสุทินบวชเป็นพระแล้ว เป็นลูกชายคนเดียวของตระกูล เวลากลับไปเยี่ยมบ้าน พ่อแม่ก็ขอทายาท นี่ยังไม่มีธรรมและวินัยไง ขอทายาทก็เสพมีเพศสัมพันธ์กับอดีตภรรยาจนภรรยาท้อง ท้องขึ้นมา เวลาคลอด เวลาคลอดบุตรมาแล้ว ลูกผู้ชาย
นี่ไง เวลาเสร็จแล้วตัวเองเป็นนักบวช เป็นนักประพฤติปฏิบัติ ก็มานั่งคิดเสียใจว่า เราเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส ผู้มีศีล มีศีลขึ้นมาแล้ว แล้วทำไมเป็นอย่างนั้น มันคิดวิตกวิจารณ์จนร่างกายผ่ายผอม จนเป็นเจ็บไข้ได้ป่วยไง
จนพระถาม เป็นเพราะอะไร
วิตกวิจารณ์เรื่องที่ทำไปนั่นไง
ไปฟ้ององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้เรียกมา เธอทำอย่างนั้นหรือ ทำอย่างนั้นหรือ
ถึงได้บัญญัติปาราชิกไง
สิ่งที่มันต้องมีเหตุมีผล มีทำมาทั้งนั้นน่ะ ทีนี้เราศึกษาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว มันมีเหตุมีผลของมัน มีเหตุมีผลในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้บัญญัติไว้เป็นธรรมและวินัย ถ้าเรามีอำนาจวาสนา เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา ถ้าเราจะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา เราทำให้ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่
ถ้าชอบธรรมๆ นะ เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมและวินัยไง เวลาวินัยเป็นข้อห้ามๆๆ เวลาเป็นธรรมล่ะ เวลาเป็นธรรมขึ้นมา ความชอบธรรมๆ ความชอบธรรมของพระพุทธศาสนาไง
พระพุทธศาสนาเริ่มต้นตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม พอตรัสรู้ธรรม เสวยวิมุตติสุขๆ ไง แล้วจะดำรงชีพอย่างไร เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอนาคตังสญาณไง อดีตขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำอย่างไร
อ๋อ! บิณฑบาตเลี้ยงชีพ
พระพุทธศาสนาจะต้องยั่งยืนด้วยชาวพุทธไง บริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไง
ฉะนั้น เริ่มต้นตั้งแต่ว่า เทวดาก็ถวายบาตร ๔ ใบ อธิษฐานให้เหลือใบเดียวไง ออกบิณฑบาตเลี้ยงชีพไง ออกบิณฑบาตเลี้ยงชีพ เลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง งานของพระๆ
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายืนยันๆ ก็ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
ปฏิบัติๆ ปฏิบัติธรรมขึ้นมา ถ้าปฏิบัติธรรมขึ้นมา สิ่งที่ว่าพระจะอยู่ได้ด้วยปัจจัย ๔ ปัจจัย ๔ ก็ให้บิณฑบาตเลี้ยงชีพ
เลี้ยงชีพมาไว้ทำไม
เลี้ยงชีพไว้นี่ไง เลี้ยงชีพไว้ฝึกหัดปฏิบัติค้นคว้าหาสัจจะหาความจริง เพราะเราเป็นนักรบ เพราะศรัทธาในพระพุทธศาสนาไง
พระพุทธศาสนาเกิดจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาออกบวชๆ ไปศึกษาค้นคว้าขึ้นมามากมายขนาดไหน เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสวยวิมุตติสุขๆ เวลาเสวยวิมุตติสุขแล้วจะเผยแผ่ธรรมๆ เล็งญาณเลยว่าจะเอาใครก่อน
จะไม่มีเลย มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระธรรมเท่านั้น เวลาเล็งญาณก็ตั้งแต่อุทกดาบส อาฬารดาบสก็ตายไปแล้ว ถ้าตายไปแล้ว เขาได้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ก็สมาธิไง เขาได้สมาธิๆ เป็นมิจฉาไง ถ้ามิจฉามันก็ออกรู้เรื่องภายนอก เรื่องโลกๆ ไง แต่ไม่รู้จักกิเลส ไม่เห็นกิเลสไง
เวลาเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา ก็เล็งญาณก็ได้ปัญจวัคคีย์ เอาปัญจวัคคีย์ก่อนไง เวลาเทศน์ธัมมจักฯ ขึ้นมา ได้พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นองค์แรกไง เป็นสงฆ์องค์แรกของโลกไง มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัยเป็นสมบูรณ์แบบในพระพุทธศาสนาไง
แสดงธัมมจักฯ นะ นี่เป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอัญญาโกณฑัญญะฟังธรรมแล้วมีสติมีปัญญา สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เกิดขึ้นคือเกิดจักขุญาณ เกิดญาณหยั่งรู้ของจิต
จิตเป็นสมาธิๆ ปัญจวัคคีย์อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๖ ปี นี่ไง เวลาเล็งญาณๆ ก็เล็งญาณไปอุทกดาบส อาฬารดาบสไง เขาได้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ มันก็เป็นมิจฉาสมาธินั่นแหละ มันเป็นสมาธิส่งออก ส่งออกเพราะอะไร เพราะได้ฌานโลกีย์ ฌานโลกีย์มันก็ไปมีฤทธิ์มีเดชขึ้นมาจากกำลังของจิตนั้นไง เขาก็ตายไปแล้ว
ปัญจวัคคีย์ปฏิบัติ ๖ ปี ทำสมาธิไหม ได้ฝึกหัดปฏิบัติไหม ก็ฝึกหัดปฏิบัติมาด้วยกันทั้งนั้น แต่ฝึกหัดปฏิบัติมามันก็เรื่องธรรมกับทางโลกไง เรื่องฌานโลกีย์นั่นไง
เวลา เทฺวเม ภิกฺขเว ทางสองส่วนไม่ควรเสพ อัตตกิลมถานุโยค ทำให้ลำบากเปล่า กามสุขัลลิกานุโยค ติดแต่ความสุขอย่างนั้นไง ความสุขๆ สิ่งที่ทางสองส่วนไม่ควรเสพไง แล้วทางสายกลางในพระพุทธศาสนาคืออะไร ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาคือดำริชอบ ทำการชอบ เพียรชอบ มรรค ๘
พระอัญญาโกณฑัญญะมีกำลังของจิต เพราะมีสมาธิ ปัญจวัคคีย์อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ ๖ ปี ก็ฝึกหัดปฏิบัติมาด้วยกันไง แต่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาก็ไปกระแสสังคม กระแสโลกนั่นไง
เวลาฟังธรรมๆ ขึ้นมา เพราะกำลังจิตของมันมี ของปัญจวัคคีย์ ใครมีกำลังมากกว่า ใครมีอำนาจวาสนาเหมือนกัน สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เกิดจากจักขุญาณ เกิดมีดวงตาเห็นธรรม ถ้ามันเป็นจริงๆ นี่ภาคปฏิบัติ ปฏิบัติๆ เขาปฏิบัติกันอย่างนี้
ถ้าปฏิบัติเขาปฏิบัติกันอย่างนี้ ถ้ามีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาเทศน์ปัญจวัคคีย์ ได้ยสะอีก ๕๕ เป็น ๖๐ องค์ เธอพ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์
เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม เสวยวิมุตติสุข เทศนาว่าการจนได้พระอรหันต์ ๖๐ องค์ไง
คำว่า “พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์” เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ เสวยวิมุตติสุขโดยข้อเท็จจริง
ถ้าข้อเท็จจริงขึ้นมา เวลาพระอรหันต์ ๖๐ องค์ที่ฟังธรรมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและประพฤติปฏิบัติขึ้นมาโดยข้อเท็จจริง นี่ไง พระอรหันต์เหมือนกัน ถ้าเป็นพระอรหันต์ๆ เหมือนกัน
พระอรหันต์เหมือนกัน แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ เป็นศาสดา ด้วยอำนาจวาสนาบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อนาคตังสญาณ พุทธกิจ ๕ ยิ่งใหญ่
นี่ไง เวลาเป็นอจินไตย ๔ ไง ปัญญาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอจินไตย นี่ไง โลก พุทธวิสัย ฌาน กรรม เป็นอจินไตย มันยิ่งใหญ่มันกว้างขวางขนาดไหนที่สติปัญญาคนจะรู้รอบขอบชิดได้
เวลามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์
บ่วงที่เป็นโลก พรอรหันต์ โลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ ยศถาบรรดาศักดิ์นี้มันของโลก
ทิพย์ไง ตั้งแต่พรหม เทวดา อินทร์ พรหมต่างๆ ทิพย์สมบัติ
พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ มันแทงทะลุปรุโปร่งไปหมด ๓ โลกธาตุ เพราะพระอรหันต์ไม่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะอีกแล้ว
ถ้าเราปุถุชนคนหนา เรามีบุญมีบาป เราก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ บุญกุศลและบาปกุศลเป็นผู้ขับไสไป สิ่งที่เวลาแทงทะลุไป พระอรหันต์ เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามีดวงตาเห็นธรรม คู่ที่ ๑ เวลากามราคะ ปฏิฆะอ่อนไป นี่คู่ที่ ๒ กามราคะ ปฏิฆะขาดไป คู่ที่ ๓ เวลารูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ สิ้นกิเลสไป คู่ที่ ๔ บุคคล ๔ คู่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑
แล้วพระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์ด้วยกัน พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ เธออย่าไปซ้อนทางกันนะ มันหายาก แล้วโลกนี้เร่าร้อนนัก
เวลาออกไปเผยแผ่ธรรม ให้เขารู้เขาเห็นก็พอ ความเป็นอยู่ของเรา สอนที่สูงสุดคือไม่ต้องสอนใครเลย ดำรงชีวิตให้เขาดู ให้เขาเห็น
นี่ไง เพราะอะไร เพราะมันพ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ มันไม่ไปวุ่นวายอะไรกับเขาหรอก แล้วเขาจะเอาอะไรที่ยิ่งใหญ่มาล่อให้อายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เห็นแล้วตื่นเต้น มันเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ล่อลวงเย้ายวนจิตใจมันไม่มี มันเป็นไปไม่ได้
เธออย่าไปซ้อนทางกัน
แต่ในปัจจุบันนี้ไง หันซ้ายหันขวาไง หันแล้วไปกอบโกยของเขา หันไปให้สังคมให้โลกสะเทือน
ถ้าเป็นข้อเท็จจริงมันไม่มีเรื่องอย่างนี้ เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นมาไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นได้ๆ ก็มันหันซ้ายหันขวาไง มันไม่เป็นสัจจะเป็นความจริงไง มันไม่เป็นสัจจะเป็นความจริงเพราะอะไร
เพราะว่ากิเลสมันไม่รู้ กิเลสมันไม่รู้ เพราะอวิชชา เพราะมันไม่รู้ อวิชชา ถึงได้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดมาแล้วเป็นมนุษย์นะ มันยังมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากชักจูงมันไป เรามีอำนาจวาสนาของเรา เราถึงได้มาบวชเป็นพระ เราได้มาประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา เพราะเราศรัทธาในพระพุทธศาสนา
โดยธรรมชาติ โดยทางโลก ทุกคนเกิดมามีหน้าที่การงานทั้งนั้น ทุกคนต้องมีหน้าที่ หน้าที่ของเด็กน้อยก็มีหน้าที่ของการศึกษาเล่าเรียน หน้าที่ของผู้ใหญ่ก็ช่วยงานในครอบครัว พอหน้าที่ของตนจบการศึกษาแล้วหาหน้าที่การงานทำ หาอาชีพ นี่มันมีหน้าที่ หน้าที่ของแต่ละบุคคลไง
เราเกิดมา เราก็มีหน้าที่รับผิดชอบมากอยู่แล้ว ทำไมจะต้องไปรับภาระให้การฝึกหัดปฏิบัติให้มันทุกข์มันยากอะไรขึ้นมาอีก
เขามองอย่างนั้นไง
แต่เวลาครูบาอาจารย์ของเราที่มีอำนาจวาสนานะ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด แล้วมันต้องตายไปแน่นอนอยู่แล้ว เกิดมาชาติหนึ่ง ถ้าเป็นทางโลก มันก็มีบุญและบาป การสร้างคุณงามความดีขึ้นมา พันธุกรรมของจิต
เราทำคุณงามความดีอบรมบ่มเพาะหัวใจของตน แล้วแสวงหาความสุขในภพชาตินี้ แล้วความสุขของใครล่ะ ความสุขของแต่ละบุคคลมันก็ไม่เหมือนกันไง ความสุขของแต่ละบุคคลมันอยากได้อะไร ปรารถนาสิ่งใดได้ตามความปรารถนาก็มีความสุข
อามิส เพราะมันต้องมีสิ่งนั้นมันถึงมีความสุขไง มันเป็นอามิส สุขโดยอามิสไง
แต่เวลาเราจะเอาความเป็นจริงของเรา ถ้าความเป็นจริงของเรา มีอำนาจวาสนา เราศรัทธาในพระพุทธศาสนา ฟังธรรมๆ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าจิตใจของเรามันเจริญขึ้นมา มีความงอกงามขึ้นมา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ
การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าไม่มีวาสนา มันก็อีลุ่ยฉุยแฉกไปตามกระแสสังคม กระแสโลก มันเป็นอุปาทานหมู่ เป็นก้อนๆๆ กลุ่มของใคร บุคคลของใคร ความเชื่อของใคร มันก็เป็นกลุ่มเป็นก้อนอยู่อย่างนั้นน่ะ มันเป็นอุปาทานหมู่
เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญขึ้นมาด้วยครูบาอาจารย์ของเราที่ดีงาม ถ้าครูบาอาจารย์ที่ดีงามไง เรามีอำนาจวาสนา เรามีการศึกษา เรามีการค้นคว้า เรามีความเข้าใจทั้งนั้น เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา พอหลับตา หลับตาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา การฝึกหัดปฏิบัติการเดิน ยืน เดิน นั่ง นอน
แล้วยืน เดิน นั่ง นอนหาอะไร
นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปฝึกหัดปฏิบัติกับเจ้าลัทธิต่างๆ ๖ ปี อีลุ่ยฉุยแฉกอยู่อย่างนั้นน่ะ เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเริ่มต้นตั้งแต่ตั้งสัจจะว่า เราจะกลับมาฟื้นฟูร่างกายของเราเพื่อจะฝึกหัดปฏิบัติตามความเป็นจริงขึ้นมา กำหนดอานาปานสติ กำหนดถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ไม่ให้จิตวิญญาณมันส่งออกไปรอบโลก รอบจักรวาล ให้มันกลับมาอยู่กับลมหายใจของตน เวลากำหนดลมหายใจของตน บุพเพนิวาสานุสติญาณ จิตสงบได้ตามข้อเท็จจริง
นี่ก็เหมือนกัน ครูบาอาจารย์ของเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ท่านก็พยายามจะทำความสงบของใจเข้ามา แล้วทำความสงบของใจ เอาอะไรเป็นหลักเป็นเกณฑ์
เวลาเอาเป็นหลักเป็นเกณฑ์ มันล้มลุกคลุกคลานไปทั้งนั้นแหละ แล้วกว่าจะตรวจสอบทดสอบขึ้นมาว่า ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ เป็นสมาธิหรือไม่เป็นสมาธิ
เวลาเป็นสมาธิแล้วมีความรู้ความเห็นอย่างไรที่มันส่งออกไป นั้นเป็นจริตนิสัยของแต่ละบุคคล แล้วเป็นสมาธิไม่เป็นสมาธิก็อีลุ่ยฉุยแฉกอยู่อย่างนั้นแหละ
กว่าจะเป็นสมาธิได้ เห็นไหม ด้วยการอดนอน ผ่อนอาหาร ด้วยการสัจจะความจริง
เพราะการฝึกหัดปฏิบัติที่มันยาก ยากคราวเริ่มต้นนี่ เพราะอะไร เพราะว่ากิเลสมันครอบงำเต็มหัวใจ ครอบครัวของมารมันสมบูรณ์แบบของมัน มันเป็นข้อเท็จจริง
แต่เราไปศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเป็นชื่อ นั่นก็กิเลส นี่ก็กิเลส แล้วอะไรเป็นกิเลสวะ แล้วจะฝึกปฏิบัติขึ้นมา กิเลสสงบตัวลงมันจึงเป็นสัมมาสมาธิไง
ฉะนั้น ครูบาอาจารย์ของเราท่านจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ให้ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ถ้าทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ถ้ามันจิตสงบขึ้นมา มันจะมีความสุขของมัน
เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา การทำงานทุกหน้าที่การงานมันก็ต้องเหนื่อยยากทั้งนั้น การฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เพื่อหาหัวใจของตน
เวลาคนทางโลกเขาไม่รู้ไม่เข้าใจ เห็นพระเดินจงกรมก็ว่าหาเศษเงิน หาเศษเงินเศษทองหรือ นี่เวลาเขาเสียดสี เขาดูถูกดูแคลน เพราะเขาไม่ศรัทธาพระพุทธศาสนา หรือเขาปฏิบัติไม่เป็น หรือเขาไม่เข้าใจในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ
แล้วเราจะฝึกหัดปฏิบัติ กาลามสูตร ห้ามเชื่อๆๆ เราไม่เชื่อกลุ่มเชื่อก้อน เชื่อกลุ่มอุปาทานหมู่สำมะเลเทเมาทั้งหลายทั้งปวง เราเชื่อพระพุทธเจ้า เราเชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราเชื่อรัตนตรัย แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไปล้มลุกคลุกคลาน เพราะอยู่ที่อำนาจวาสนาบารมีของตน
แต่ผู้มีบุญๆ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านก่อน ท่านบอกทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน แล้วครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดกับหลวงปู่มั่นมา เวลาอยู่กับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นจะถามว่าจิตเป็นอย่างไรๆ นั่นท่านจะตรวจสอบ ท่านจะหาธรรมทายาท หาผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้ตามข้อเท็จจริงนั้น
ฉะนั้น ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาทำความสงบของใจๆ มันทำไม่ได้ มันทำไม่ได้ ท่านก็พยายามทะนุถนอมดูแลเพื่อให้ฝึกหัดปฏิบัติเป็นจริตเป็นนิสัย
แล้วผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาได้ เวลาพุทโธๆๆ ปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าจิตสงบเข้ามา โอ้โฮ! มันมีความสุข มีความสุข สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตสงบขึ้นมาแล้ว จิตเป็นอย่างไร เขาอธิบายของเขาได้ ถ้าอธิบายได้นะ ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง หลวงปู่มั่นท่านจะส่งเสริมขึ้นไปให้ยกขึ้นสู่วิปัสสนา
ในการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาโดยข้อเท็จจริง สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน
สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน ทำความสงบสุขเข้ามา ทำสมาธิเข้ามา
กิเลสมันไม่รู้ กิเลสมันไม่รู้ไง แล้วกิเลสมันครอบงำหัวใจของตนไง ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาที่มันไม่รู้ไม่เห็นของมันไง มันก็อีลุ่ยฉุยแฉก เห็นไหม
แล้วคนที่มีวาสนานะ เวลาเขาฝึกหัดทำความสงบ เขาไปฝึกหัดกับพวกเกจิอาจารย์ พวกเกจิอาจารย์ต่างๆ เขาทำฌานโลกีย์ ฌานโลกีย์เพื่อจะสร้างวัตถุนิยม ก็ไปศึกษากับเขา ไปค้นคว้ากับเขา ก็ติดพันอยู่อย่างนั้นน่ะ
เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาได้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ จากอาฬารดาบส อุทกดาบส เราไม่เอาๆๆ เป็นมิจฉาทิฏฐิ
ไอ้นี่เวลาไปฝึกหัดปฏิบัติอย่างนั้นมันก็อีลุ่ยฉุยแฉกส่งออกไปข้างนอก แล้วเวลาทำ คนไม่มีอำนาจวาสนามันก็ดูถูกดูแคลนไง ไอ้พวกสมถะๆ ไอ้สมาธิๆ มันอยู่ในถ้ำ มันอยู่ในรู มันจะไปรู้อะไร
กิเลสมันไม่รู้ มันอยู่ในถ้ำ พูดให้พวกที่ประพฤติปฏิบัติที่อ่อนแอก็เชื่อเขา
นี่ไง เราเชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราเชื่อรัตนตรัย เราเชื่อธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราไม่เชื่อคนจูงจมูก ไม่เชื่อเรื่องอุปาทานหมู่ที่ชักนำกันไปเป็นกลุ่มเป็นก้อนอย่างนั้น เราไม่เชื่อ แล้วทำสิ่งใด เพราะอะไร
เพราะสมาธิก็เหมือนอยู่ในถ้ำ มันอยู่ในรู มันจะไปรู้อะไร
แสดงว่าเอ็งทำสมาธิไม่เป็น เอ็งทำสมาธิไม่ได้ แล้วเอ็งทำสมาธิ เอ็งก็ไปเชื่อไอ้พวกอีลุ่ยฉุยแฉก แล้วให้พวกอีลุ่ยฉุยแฉกพาไป แล้วพอมันฝังใจว่า ไม่ต้องทำสมาธิ ทำสมาธิไม่ได้ ต้องใช้สติปัญญาไปเลย ต้องมีปัญญาอย่างเดียวเท่านั้นที่จะจรรโลงพระพุทธศาสนา
อีลุ่ยฉุยแฉกไปทั้งนั้นน่ะ
สมาธิเป็นสมาธิ เวลามันฟุ้งซ่าน มันฟุ้งซ่านไป มันหามโลก มันแบกโลกไปตลอด แล้วเวลาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไตร่ตรองไป อู้ฮู! มันเจริญงอกงามในธรรมที่ธรรมแตก ธรรมที่เราจินตนาการ แล้วได้อะไร ก็ได้ความคิด ก็ได้ความรู้ความเห็นอันนั้นน่ะ
แต่ถ้าครูบาอาจารย์ของเรานะ ให้ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน พอใจสงบขึ้นมามันมีความปกติสุข
แล้วที่บอกว่า ไอ้ที่ว่าอยู่ในถ้ำๆ ไอ้พวกสมถะ ไอ้พวกสมาธิอยู่ในรูอย่างนี้
สมาธิอย่างไร
เวลาเราทำสมาธินะ พอจิตมันสงบ มันสว่างโพลง อะไรมันจะปิดกั้นได้
ไอ้ที่ว่าอยู่ในถ้ำอยู่ในรูนั่นน่ะ ในถ้ำในรูนั่น เพราะเอ็งไปอยู่ในถ้ำในรูแล้วเอ็งคิดว่าในถ้ำมันมีภูเขาล้อมรอบ มันปิดหัวใจไง
แต่เวลาถ้าจิตสงบ โอ้! มันทะลุปรุโปร่งเหมือนนั่งกลางแจ้งเลย รู้เห็นไปหมด ขนาดอยู่ในถ้ำนี่แหละ ถ้าทำสมาธิเป็นนะ
นี่มันทำไม่เป็นน่ะ อยู่ในถ้ำอยู่ในรูอย่างนี้ มันก็เสียดสีไง เสียดสี ไอ้พวกอ่อนแอมันก็เชื่อนะ เออ! สมาธิมันทำก็ยาก ทำแล้วมันก็ทุกข์มันก็ยาก แล้วทำเสร็จแล้วมันอยู่ในถ้ำอีกห่างหาก มันอยู่ในรู มันไม่รู้อะไรเลย สู้เรามานั่งลืมตาเถ่ออย่างนี้
นั่นสมาธิอะไร
สมาธิคือจิตสงบ สมาธิไม่ใช่ลืมตาสว่างโพลงนั่นน่ะ ไอ้นั้นมันดวงอาทิตย์
แต่ถ้ามันจิตสงบแล้วมันสงบของมันโดยสัจจะความจริง จะอยู่ในถ้ำหรือนอกถ้ำไม่สำคัญ อยู่ในถ้ำหรือไม่อยู่ในถ้ำมันมีความสงบเย็นโดยความปกติของเขา
แต่ถ้าว่าอยู่ในถ้ำๆ เวลาจิตมันลง ถ้ามีอำนาจวาสนา โอ้! มันทะลุหมดล่ะ มันเหมือนนั่งกลางแจ้งเลย รู้เห็น แล้วเห็นภายในด้วย
นี่สมาธินะ ยังไม่ได้ยกขึ้นสู่วิปัสสนาอะไรเลย เพราะอะไร
เพราะกิเลสมันไม่รู้ไง มันไม่รู้มันก็ทำไปโดยความไม่รู้ไง พอทำไปโดยความไม่รู้ อีลุ่ยฉุยแฉกไปแล้วนะ ยังมาเสียดสี ยังมาติเตียนธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศีล สมาธิ ปัญญาไง มรรค ๘ มันมีสัมมาสมาธิ มรรค ๘
เขาบอกว่า มรรค ๗ ก็ได้ สมาธิตัดทิ้งไป สมาธิมันจะตามมาทีหลัง เขาว่านะ พอใช้ปัญญาไปแล้วสมาธิมันมาเอง
มันมาเองมันมาตรงไหนล่ะ มรรค ๘ เวลามรรค ๘ มันเคลื่อนมันไป ธรรมจักรมันเคลื่อนไป มันสมบูรณ์แบบของมัน เริ่มต้นมันสมบูรณ์แบบของมัน มันสมบูรณ์แบบขึ้นมา เวลาวิปัสสนาไปแล้ว เวลามันสมบูรณ์แบบ มรรคสามัคคี มันรวมตัว มันเป็นอย่างไร
นี่ไม่เคยเห็น แจ้วๆๆ เชียวๆ มันจะอยู่ในถ้ำ มันจะอยู่ในรูอย่างนั้นน่ะ ทำสมาธิยังไม่เป็นเลย ทำสมาธิไม่เป็นแล้วมันจะฝึกหัดปฏิบัติอะไร
หลวงปู่มั่นไง จิตเป็นอย่างไรๆ จิตเป็นอย่างไรคือสมาธิเป็นอย่างไร สงบไหม ถ้าสงบแล้วมันมีหลักมีเกณฑ์ มันจะเริ่มต้นเจรจากันได้ มันชักนำได้
แต่ถ้ามันไม่มีสมาธิเลย อีลุ่ยฉุยแฉก ลากไปอย่างนั้น มันก็เป็นเรื่องโลกๆ ไง เรื่องโลกๆ ก็นี่ไง เรียนจบ ๙ ประโยค ๑๐ ประโยคนั่นไง มันก็รู้โดยสมองไง
แต่ว่าถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมา พอจิตมันสงบแล้ว ครูบาอาจารย์ท่านจะชักนำไป ชักนำไป เทฺวเม ภิกฺขเว ทางสองส่วนไม่ควรเสพ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาคือมรรค ๘ มรรค ๘ งานชอบไง งานในอะไร
ทำความสงบของใจ ก็งานทำความสงบของใจ คือสร้างกำลังไง สัมมาสมาธิ
วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกักคตารมณ์
วิตก วิจาร วิตก วิจาร วิตก วิจาร พุทโธๆ นึกพุทโธนี่วิตก วิจารก็พุทโธๆ ถ้าทำไปมันเกิดปีติ นี่สมาธิแล้ว
โอ๋ย! อยู่ในถ้ำในรูมันจะไปรู้อะไร
มันเกิดปีติ ขนพองสยองเกล้า ร่างกายใหญ่โตมหาศาล รู้เห็นไปหมด ปีติ มันจะทะลุ มองทะลุถ้ำไปเลย เวลาคนที่มีสติปัญญา ถ้ำจะปิดตาใจได้อย่างไร จักขุญาณ นั่งอยู่นี่มันทะลุปรุโปร่ง ปีติน่ะ แล้วเกิดความสุข เกิดเอกัคคตารมณ์ นี่ไง องค์ของสมาธิ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์ มันถึงต้องมีพุทโธๆ ไง มันต้องมีปัญญาอบรมสมาธิไง สิ่งนี้จะเกิดขึ้น เกิดขึ้นกับจิตไง จิตที่เป็นที่ปุถุชนคนหนานี่
เวลาปุถุชนคนหนานะ เขาไม่ได้ติไม่ได้เตียนอะไรเราเลย เราก็ไปกว้านมา กว้านมาทับถมหัวใจของตัว อะไรจะเกิดขึ้นก็ไปกว้านมา เรื่องของเขา เรื่องของเรา พุทโธๆๆ อยู่นี่ไง นี่วิตก วิจาร ถ้ามันวิตก วิจารขึ้นมา มันมีการกระทำ มีคำบริกรรม คือจิตมันทำงาน จิตมันเคลื่อนไหว พอเกิดการเคลื่อนไหว มันเกิดปีติ เกิดปีติ สุข
เกิดปีติขึ้นมา ปีติก็เป็นปีติ ก็พุทโธต่อเนื่องไป จะเกิดอะไรก็แล้วแต่ จะพุทโธต่อเนื่องไป เพราะอะไร เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากคำบริกรรม เกิดขึ้นจากจิตมันขยายตัว เกิดขึ้นจากจิตมันกรองตัวมันเอง มันกรองตัวมันเองด้วยคำบริกรรม มันเกิด พอมีคำบริกรรม มันก็มีอาการของมัน
พอมีอาการของมันขึ้นมา คนก็ตื่นเต้นๆ กิเลสมันไม่รู้ พอมันรู้มันเห็นอะไร มันก็ตื่นตะลึงพรึงเพริด
ยัง แค่เด็กๆ แค่ฝึกหัด แค่จะทำให้จิตของเรามีกำลัง แค่ทำให้จิตของเราให้ตั้งมั่น
พุทโธต่อเนื่อง มันจะสมบูรณ์ของมัน วิตก วิจาร ปีติ เอกัคคตารมณ์ คือจิตตั้งมั่น จิตตั้งมั่นมันมีกำลังแล้ว
หลวงปู่มั่นถาม จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร จิตมีกำลัง ไม่มีกำลัง มันชักจูงได้หรือชักจูงไม่ได้ ถ้าจิตชักจูงของมันได้ ท่านให้น้อมไปไง
ถ้าคนมีอำนาจวาสนา พอจิตมันสงบแล้วมันจะเห็นเลย ถ้าเห็นแล้ว นั่นแหละมันจะเห็นกิเลส ถ้ามันรู้มันเห็นกิเลส นี่มันเกิดจากความสามารถ เกิดจากชาวพุทธมีอำนาจวาสนา
เราจะฝึกหัดปฏิบัติเรา เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเราให้มันเป็นข้อเท็จจริงของเราขึ้นมา ถ้าเป็นข้อเท็จจริงของเราขึ้นมานะ
แรงเสียดสีที่เขาบอกไง ไอ้พวกพุทโธๆ ทำสมาธิอยู่ในถ้ำๆ
คำว่า “ในถ้ำ” นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในถ้ำคิชฌกูฎ ที่เขาคิชฌกูฎ อยู่ในถ้ำนั่นน่ะ ถ้ำสุกรขาตา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจำพรรษาที่นั่นหลายพรรษามาก
ถ้ำสุกรขาตาที่เขาคิชฌกูฎ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในถ้ำ พระสารีบุตรถวายการพัดอยู่ หลานพระสารีบุตรไง มาต่อว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ในถ้ำ
นั่นก็ไม่พอใจ นี่ก็ไม่พอใจ ไม่พอใจนู่น ไม่พอใจนี่ นักเลงใหญ่
ถ้าเธอไม่พอใจสิ่งต่างๆ ที่เธอเห็น เธอไม่พอใจ เธอต้องไม่พอใจอารมณ์ที่เกิดว่าเธอไม่พอใจเขาด้วย
พระสารีบุตรถวายงานพัดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในถ้ำสุกรขาตาที่เขาคิชฌกูฎ สำเร็จเป็นพระอรหันต์เลย ในถ้ำ
อยู่ในถ้ำ อยู่ในรูจะไปรู้อะไร
พระสารีบุตรตรัสรู้ในถ้ำ
นี่ไง เวลามาบวชพระๆ ขึ้นมาไง อุปัชฌาย์ เกสา โลมา นักขา ทันตา ตโจ กรรมฐาน ๕ ไง ให้อยู่ในรุกขมูล ในเงื้อมผา ในคูหา ในถ้ำ เพราะอะไร เพราะมันเป็นที่สงัดวิเวก มันไม่คลุกเคล้ามั่วสุมเกลือกกล่นไปด้วยกิเลสตัณหา กิเลสเขา กิเลสเรา แล้วกิเลสเขากิเลสเราก็พัวพันกันน่ะ
อยู่ในถ้ำ มันอยู่ในรู มันมืดบอด มันจะรู้ได้อย่างไร สู้เราลืมตาเถ่อนี่เป็นสมาธิ
สมาธิเกิดจากจิต จิตเป็นสมาธิ ร่างกายเป็นสมาธิไม่ได้ แต่เราทรมานร่างกายเพราะอะไร เพราะธาตุขันธ์ทับจิต เพราะอะไร
คนเกิดมามีกายกับใจ แล้วถ้ามีวาสนา ทำความสงบของใจเข้ามา แล้วน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔
กิเลสมันไม่รู้ มันจะเห็นสติปัฏฐาน ๔ เพื่อเห็นกิเลส
กิเลสไม่รู้ ทำสมาธิก็ไม่เป็น ทำสมาธิก็ไม่ได้ แล้วก็เที่ยวถากถางเขาด้วยความไม่รู้ของตน แล้วเวลาจะชำระล้างกิเลส
ก็กิเลสมันเป็นนามธรรม จะรู้เห็นมันได้อย่างไร
จิตมันก็เป็นนามธรรม จิตที่เป็นนามธรรม สิ่งที่เป็นนามธรรมมันไปในวัฏฏะ เกิดบนพรหม เกิดเป็นเทวดา เกิดเป็นมนุษย์ ทำบาปทำกรรม เกิดเป็นเดรัจฉาน เกิดนรกอเวจี ขุมนรก จิตทั้งนั้นน่ะ เป็นนามธรรม มันถึงไปในวัฏฏะ
จิตนี้เป็นนามธรรมๆ แล้วกิเลสก็เป็นนามธรรม กิเลสมันอยู่กับจิตนั้นไง ฐีติจิต จิตที่เป็นนามธรรม จิตใต้สำนึกนั้นที่อยู่กับอวิชชา เพราะมีอวิชชาขึ้นมามันถึงทำให้จิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันถึงทำให้เราเกิดมาเป็นมนุษย์นี่ไง เราเกิดเป็นมนุษย์ขึ้นมาด้วยบุญและบาป ด้วยอำนาจวาสนาของเรา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย
ไอ้นี่เราได้สร้างอำนาจวาสนาของเรามาไง เราสร้างอำนาจวาสนาของเรามา เราเกิดเป็นชาวพุทธ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง แล้วเกิดมา เรามีครูบาอาจารย์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมทายาทไง เพราะธรรมทายาทอยู่ในศีลในธรรมไง มันทำให้เราศรัทธาไง แล้วทำให้เรามีโอกาสไง
เรามีโอกาสเพราะครูบาอาจารย์ของเราชี้หนทางของเราให้ได้ไง ถ้าชี้หนทาง เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเอาข้อเท็จจริงของเรานี่ไง ถ้าฝึกหัดเอาข้อเท็จจริงของเราขึ้นมา ทำความสงบของใจเราได้ไหม
แล้วเราก็ตีอกชกตัวไง อะไรๆ ก็ต้องทำความสงบ อะไรๆ ก็พุทโธ
พุทโธนี้เป็นพุทธานุสติ การทำความสงบ ๔๐ วิธีการ ๔๐ วิธีการ เพราะคนเราเกิดมาแตกต่างหลากหลาย อำนาจวาสนาของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน ถ้าเรามีวาสนา เราก็ทดสอบสิ่งใด แล้วมันกลมกลืน มันทำของเราแล้วมันเป็นประโยชน์กับเราขึ้นมา พอเป็นประโยชน์ของเราขึ้นมา นี่ไง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันยืนยันท่ามกลางหัวใจของตน
ไอ้เรื่องอุปทานหมู่ เรื่องอีลุ่ยฉุยแฉก มันเป็นเรื่องของเขา มันเป็นเรื่องของคนที่มีศรัทธาพระพุทธศาสนา แต่มันไพล่ ไพล่เพราะกิเลสมันไม่รู้ กิเลสไม่รู้ มันก็ชอบสิ่งที่สะดวกสบาย สิ่งที่เขาชักจูงกันไปไง
ฉะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงสอนกาลามสูตร ห้ามเชื่อๆๆ ห้ามเชื่อแม้แต่อาจารย์ของตน แล้วห้ามเชื่อแม้แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เวลามีศรัทธาความเชื่อ มีศรัทธาความเชื่อเพราะชักจูงของเราเข้ามา ให้เราเป็นสารตั้งต้นที่เราจะให้ฝึกหัดปฏิบัติ แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันต้องตามข้อเท็จจริง ตามข้อเท็จจริง กรรมฐาน ๔๐ ห้องนี่ไง ว่าใครมีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน ใครมีอำนาจวาสนาสั้นหรือยาว
เวลาพระกรรมฐานที่เข้าไปหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นให้พุทโธๆๆ แต่หลวงปู่อ่อนท่านให้ท่องเป็นคำยาวๆ เลย ท่องอิติปิโสไปเลย เพราะอะไร เพราะจิตคนไม่เหมือนกันไง เพราะพุทโธๆ มันนั่งหลับมันอยู่นั่นน่ะ แต่มันท่องยาวๆ เลย
เวลาพุทโธๆ หลวงปู่เจี๊ยะเวลาท่านสอนไง พุทโธไวๆ พุทโธไวๆ ไง บอก ไอ้พุทโธ...พุทโธ ไม่ทันกินหรอก มันไม่ทันกิเลสมันเสียบหรอก
นี่ขนาดทำสมาธินะ กิเลสมันพลิกมันแพลงตลอดทั้งนั้นน่ะ
ถ้ามีวาสนา เราทำของเราให้ชำนาญในวสี แล้วถ้ามีกำลังแล้วนะ ถ้ามีอำนาจวาสนา มันรู้มันเห็นเลย
เราฟังครูบาอาจารย์มามาก องค์ไหนมีวาสนา จิตสงบแล้วเห็นกายชัดๆ เลย
แต่ของเรานะ โอ้โฮ! จะหากายหาที่ไหน หาเกือบตาย มันไม่รู้ไม่เห็น มันไปไม่ได้
กำลังมันไม่พอ ๑
เราน้อมไปไม่ได้ ๑
ถ้าน้อมไปได้นะ ถ้ามันเห็นของมัน มันเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงไง
กิเลสมันไม่รู้ ทำสมาธิมันก็ไม่ต้องทำ ใช้ปัญญาไปเลย
เวลามันใช้ปัญญาขึ้นมา เห็นไหม เพราะกิเลสมันไม่รู้ ไม่มีพื้นฐานของสมาธิเป็นบาทฐาน สมถกรรมฐาน มันใช้ปัญญาไปเลยๆ มันไม่เห็นกิเลสไง มันไม่เห็นกิเลส มันไม่เข้าใจเรื่องกิเลส มันเลยเดินตามกิเลสต้อยๆๆ ไปเลยนะ เพราะมันไม่รู้ไม่เห็นน่ะ คนไม่รู้ ใครๆ ก็ชักจูงได้
แล้วสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกิเลสอยู่ที่ฐีติจิต อยู่ที่จิตใต้สำนึก เราศึกษา เราค้นคว้า เราค้นคว้าธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามามากน้อยขนาดไหนมันเป็นความจำ มันไม่ใช่เป็นความจริง
พอจิตมันสงบหรือจิตมันไม่มีกำลัง มันอีลุ่ยฉุยแฉกไปเลย เพราะมันไม่เห็นกิเลส
ถ้ามันเห็นกิเลสๆ พอเห็นกิเลสแล้วมันพิจารณาของมัน แยกแยะของมันด้วยปัญญาๆ ปัญญาพิจารณากาย พิจารณากายด้วยสติด้วยปัญญาของเรา
พิจารณากาย ถ้าพิจารณากายโดยเจโตวิมุตติ มันจะเห็นเป็นรูป เป็นโครงสร้างต่างๆ ขึ้นมา มันขยายส่วนแยกส่วนด้วยกำลังของจิตไง อุคคหนิมิต นิมิตที่มันเกิดขึ้น ให้มันแยก ให้มันขยาย นี่เป็นอุคคหนิมิต เป็นวิภาคะที่มันขยายส่วนแยกส่วน ขยายส่วนแยกส่วนให้จิตมันเห็นไง จิตมันเห็นด้วยกำลังไง ด้วยเจโตวิมุตติไง ด้วยกำลังของจิต ศีล สมาธิ ปัญญา
แต่ถ้าเป็นปัญญาวิมุตติๆ ไง ถ้ามันเห็นกาย มันรู้กาย มันเทียบเคียงกายด้วยปัญญาไง มันเทียบเคียงด้วยปัญญา มันมีความรู้สึก มันจับของมันได้ มันรู้มันเห็นของมันได้ในจิตของตนไง
พอในจิตของตน มันก็แยกว่า ต้นไม้ ร่างกาย ร่างกายนี้เปรียบเหมือนต้นไม้ ต้นไม้มันก็มีรากแก้วรากฝอยของมัน ร่างกายของเรา มันเห็นร่างกายแล้ว มันต้องการอาหาร ต้องการออกซิเจนของมัน แล้วมันจะเจริญเติบโตอย่างไร นี่มันพิจารณาของมันไปด้วยปัญญา ถ้าเป็นปัญญาวิมุตติมันไม่เห็นกาย มันเดินด้วยปัญญา
ถ้าเป็นเจโตวิมุตติมันเห็น
ฉะนั้น คำว่า “เห็นกาย” ไง เห็นอย่างไร ใครเป็นคนเห็น
เราทำความสงบไม่เป็น กิเลสมันไม่รู้ แล้วมันก็ดูถูกเหยียดหยามดูแคลน ไอ้พวกอยู่ในถ้ำ อยู่ในรู มืดตึ๊ดตื๋อ เอาสติปัญญามาจากที่ไหน
คนทำสมาธิเป็นมันมีความสุขของมัน เพราะมันต้องมีความสุข ต้องมีกำลัง
หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราบอกเลย จิตมันหิวมันโหยนี่นะ อะไรมันผ่านมา มันจับหมด คือความคิดน่ะ คืออารมณ์ต่างๆ ฟุ้งซ่านเดือดร้อนไปทั้งนั้น ฝึกหัดพุทโธๆ ไม่ให้มันไปแย่งชิงอาหารของกิเลส บังคับให้พุทโธก่อน พุทโธๆ จนพุทโธมันกลมกลืน นั่นคืองาน นั่นคือคำบริกรรม เคลื่อนไหวเพื่อสงบ
จิตไม่มีการเคลื่อนไหว จิตไม่มีการกระทำ สมาธิเกิดไม่ได้ คนนอนตีแปลง คนไม่ทำงาน มันจะมีผลตอบแทนได้อย่างไร แล้วคนมันเข้าใจผิดว่ามันนอนอยู่อย่างนั้นน่ะ มันจะได้ผลตอบแทนมากมายมหาศาล
แล้วพระกรรมฐานเคลื่อนไหว พุทโธๆ มันบอก ไอ้พวกขี้ทุกข์ขี้ยาก ไอ้พวกอยู่ในถ้ำ ไอ้พวกมืดบอด
มันไม่รู้หรอก ไอ้พวกที่ทำความสงบเขามีความสุขของเขา เขาทำจนเขามีกำลังของเขา พอมีกำลังของเขา เวลามันน้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม เห็น
กิเลสมันไม่รู้ ทำสมาธิก็ไม่เป็น แล้วครูบาอาจารย์ที่ท่านอบรมเพาะให้ทำความสงบให้มีกำลัง ย้อนไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ นั่นเห็นตามข้อเท็จจริง
ไอ้เราสมาธิก็ทำไม่เป็น สมาธิก็ทำไม่ได้ แล้วไม่ต้องมีสมาธิ เพราะกิเลสมันไม่รู้ มันคิดว่าสิ่งที่อารมณ์ที่มันว่างๆ หรือสิ่งที่มันยืนตัวได้นั้นคือสมาธิไง
ยืนตัวได้ หมายถึงว่า จิตมันมีขันติธรรม มันยึดตัวมันได้ แต่ยึดตัวมันได้ก็แค่นั้นน่ะ แล้วถ้ายึดตัวมันได้ด้วยกสิณไง ด้วยอภิญญาที่เขาทำเครื่องรางของขลัง เขาฝึกสมาธิเพื่อเป็นผู้วิเศษ มันออกไปรู้ไปเห็นนั่นน่ะ ไอ้พวกนี้พวกหมอดู พวกสิ่งที่ทำมันเป็นมิจฉาทั้งนั้นน่ะ
คำว่า “สมาธิๆ” มันถึงมีมิจฉามีสัมมา แล้วสมาธิๆ เกิดจากจิต ถ้าจิตมันเกิดสมาธิ มีกำลังของเราเป็นมิจฉา มันส่งออกเตลิดเปิดเปิงไปเลย แล้วเวลาถ้าไม่มีวาสนานะ เวลามันเกิดความสะดุ้ง เกิดความตกใจ นั่นน่ะถึงกับเสียจริตไปเลย
แต่ถ้าเป็นสัมมาๆ สติมันคุมอยู่ตลอด แล้วสติมันจะคัด มันจะเลือก มันจะแยก ให้มันถูกต้องชอบธรรมทั้งนั้น แล้วมีสิ่งใดที่เข้ามากระทบจิต สติมันจะเท่าทัน
คนที่มีเวรมีกรรมนะ มันกระทบนะ มันมีสิ่งใดเข้ามากระเทือนถึงจิต เพราะจิตมันเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันมีเวรมีกรรมของมัน แต่ถ้ามีวาสนาๆ มันทำคุณงามความดีของมัน มันจะมีความสงบสุขของมัน
แล้วความสงบสุข วาสนาๆ เกิดที่ไหน
วาสนาเกิดจากมีศรัทธาความเชื่อพระพุทธศาสนา วาสนาเกิดจากนั่งสมาธิภาวนา วาสนาเกิดจากการเดินจงกรม เพราะการเดินจงกรมนั้นน่ะ ถ้าจิตมันสงบเข้ามา นั่นน่ะสุดยอดของวาสนา
สุดยอดของวาสนาเพราะอะไร
เพราะหลวงปู่มั่นท่านถามว่า จิตเป็นอย่างไรๆ
จิตมันพัฒนาของมันขึ้นมา จิตมันมีสติปัญญาขึ้นมา จิตที่มีกำลังขึ้นมา มีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม เวลาน้อมไปมันเห็นไง เห็นมันคือเห็นกิเลส เห็นกิเลสมันก็มีเหตุมีผล คำว่า “มีเหตุมีผล” มันมีต้นมีปลาย มีผู้ที่มีจิตที่รู้ที่เห็น แล้วจิตที่รู้ที่เห็นขึ้นมา ถ้ามันมีสติปัญญา มันฝึกหัด
ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ท่านจะบอกเลย ปัญญาเกิดเองไม่มี ถ้าปัญญามันเกิดเอง ฤๅษีชีไพรเป็นพระอรหันต์ไปหมดแล้ว ถ้าปัญญามันเกิดเอง อุทกดาบส อาฬารดาบสได้สมาบัติ ๘ ทำไมปัญญามันไม่เกิดล่ะ
ปัญญามันเกิดไม่ได้เพราะมันไม่เห็นกิเลส มันไม่เห็นเริ่มต้นในการฝึกหัดวิปัสสนา
ทำไมต้องฝึกหัดวิปัสสนา
ฝึกหัดวิปัสสนาก็ฝึกหัดใช้ปัญญาไง
ฝึกหัดใช้ปัญญา เพราะมันเป็นสุตมยปัญญา จินตมยปัญญา จินตนาการไปร้อยแปดพันเก้า แล้วอยู่ที่เวรกรรมของสัตว์ จินตนาการ จินตมยปัญญาฆ่ากิเลสไม่ได้ เพราะกิเลสมันไม่รู้ พอไม่รู้มันก็จินตนาการไปร้อยแปดพันเก้า แล้วมันก็ตามกิเลสไปต้อยๆๆ เลย มันตามไปเลย เพราะมันไม่รู้จักกิเลสไง
แต่สัมมาทิฏฐิที่ถูกต้องชอบธรรมที่มีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม จิตมันสงบแล้ว ถ้ามันน้อมไปเห็นกิเลสไง เห็นกิเลสมันจะฝึกหัดใช้ปัญญาๆ ฝึกหัดใช้ปัญญาๆ
อู๋ย! ปัญญามันมีมากมาย มันคิดมาร้อยแปดพันเก้า ทำไมจะไม่มีปัญญา
นั่นแหละปัญญาของกิเลสมันหลอกเอ็งนั่นแหละ แล้วก็เดินตามต้อยๆๆ ไปเลยนะ เวลามันตามต้อยๆ แล้วยังมาอ้างธรรมและวินัย อ้างพระไตรปิฎกนะ ข้อนั้นๆ ข้อนี้
แต่ถ้าเป็นธรรม มรรคมันเคลื่อนอย่างไร มรรคมันหมุนอย่างไร ปัญญามันเกิดขึ้น ถ้ามันสมบูรณ์แบบของมัน ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ความเพียรนี่แหละ ความเพียรด้วยความถูกต้องชอบธรรม เวลามันเกิดผลขึ้นมา มันเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม
ปัญญาคดปัญญาโกง ปัญญาเดินตามกิเลสต้อยๆ นั่นปัญญาของใคร เพราะกิเลสมันไม่รู้ เพราะกิเลสมันไม่รู้ แล้วกิเลสมันยังหลอก แล้วจิตของเรา จิต จิตคือพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตคือจิตใต้สำนึกของเรา เราทำสัมมาสมาธิได้ เราควบคุมดูแลได้ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ ขณิกะก็ชั่วครั้งชั่วคราว อุปจาระเป็นสมาธิก็ยังคิดได้ไง เวลาลงอัปปนาสมาธิ รวมใหญ่ นั่นน่ะสักแต่ว่าปรากฏ นั่นน่ะตัวจิตแท้ๆ
จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส ผ่องใสนั่นคือตัวอวิชชา ผ่องใสนั่นฐีติจิต ผ่องใสนั่นน่ะที่อยู่ของพญามาร แล้วมันไม่รู้ คารวะมันนะ
หลวงตาท่านสอนไง ปฏิบัติไปเพื่อบูชากิเลส ไปกราบไหว้มันอยู่ไง พอเห็นมันสว่างไสว เห็นมันผ่องใส โอ๋ย! ตื่นเต้น มีอะไรบูชามันหมดเลย แล้วบูชาแล้วมันก็เหยียบย่ำเอา เหยียบย่ำโดยความหลอกลวง ไอ้เรายังไม่รู้ กิเลสมันไม่รู้ มันพาไป
ถ้าเรามีอำนาจวาสนา มีครูบาอาจารย์ การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา สำคัญที่สุดเลยคือ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
สัมมาสมาธิคือตน คือตัวเรา แต่เวลาตัวเรา แต่ลุ่มหลงไปกิเลสมันไม่รู้ ภาวนาอีลุ่ยฉุยแฉก แล้วฟังเขาเสียดสี ฟังเขากดดัน
“ทำสมาธิไปเหมือนมันอยู่ในถ้ำอยู่ในรู ยิ่งภาวนายิ่งทุกข์ยิ่งยาก เกิดมาปฏิบัติ ปฏิบัติแบบกิเลส สู้เราไม่ได้ สมาธิไม่ต้อง ปฏิบัติด้วยสติด้วยปัญญาเลย”
มันเป็นสัญญา ทรงจำธรรมวินัยทั้งนั้น แล้วก็จินตนาการๆ จินตมยปัญญา จินตนาการไป ตามกิเลสไปต้อยๆ นะ แล้วถ้ามีสติมีปัญญามาก มันก็คิดได้มาก คิดได้มากก็มาพูดกัน ความตื้นลึกหนาบางของกิเลส ของธรรม ตื้นลึกหนาบางเท่าทัน
ไอ้นั่นภาษาพูด
กาลามสูตร ห้ามเชื่อๆๆ เวลาเราเป็นจริง เราสุขหรือเราทุกข์ ความเป็นจริง เราโง่หรือเราฉลาด ถ้าเราโง่ เราก็อยู่ใต้อารมณ์ความรู้สึกของเรานี่ไง ถ้าเราฉลาดขึ้นมาไง เราฉลาดเพราะด้วยการฝึกหัดไง ถ้ามันฝึกหัด มันฉลาดขึ้นมา มันจะอยู่ในรูไหน มันสันทิฏฐิโกนี่ มันสว่างโพลงกลางหัวใจของเราต่างหาก ถ้ามันสว่างโพลง นี่ไง จิตตภาวนาไง ภาคปฏิบัติไง
ภาคปฏิบัติเขาแทงทะลุกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน แล้วฆ่ากิเลสเป็นชั้นๆ ขึ้นไป เพราะอะไร
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ขณะ นิโรธ ดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ มันดับทุกข์ ดับทุกข์ชัดเจน บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ แล้วยืนยัน ในการสวดมนต์ บุคคล ๘ นี่ไง ในสังฆคุณไง สงฆ์ไง สงฆ์เกิดขึ้นจากตรงนั้นไง ตรงที่จิตของใครมีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ไง
ถ้าเป็นข้อเท็จจริง มันชัดเจน มันชัดเจน มันตรวจสอบได้กับอริยสัจ มันตรวจสอบได้
หลวงปู่มั่นท่านสร้างธรรมทายาท ท่านได้ตรวจสอบหมดน่ะ ตรวจสอบเพราะอะไร ตรวจสอบเพราะส่งธรรมะเป็นทอดๆ ไป
นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ไง แล้วพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สงฆ์มันเป็นสงฆ์ที่แท้จริงหรือมันเป็นสงฆ์สมมุติล่ะ
ถ้าสงฆ์ที่แท้จริงขึ้นมามันสมบูรณ์แบบสิ่งที่ในหัวใจนั้น แล้วแจ่มแจ้งตลอด รู้เท่าทันกิเลสแต่ละชั้นแต่ละตอน ไม่ต้องว่าไม่รู้ทันกิเลส รู้ทันกิเลสทั้งครอบครัวเลย
เพราะมันต้องเริ่มต้นเข้ามาก่อนไง เริ่มต้นมาจากภายนอก ผิว เปลือกผลไม้ แล้วเข้าไปเนื้อผลไม้ แล้วใยผลไม้ มันเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป เป็นชั้นเป็นตอนเข้าไปในหัวใจของตน แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา
อวิชชาทำให้จิตเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันเป็นผลของวัฏฏะ แต่ด้วยบุญด้วยบาปของคน เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์ไง ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ไม่มีอำนาจวาสนานะ ปลิวไปเลย หลุดไปอยู่ใต้อำนาจของกิเลสไง กิเลสบีบบี้สีไฟ เจ็บปวดแสบร้อนทั้งชีวิต
ชีวิต หน้าที่การงานก็เพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ด้วยธรรมชาติของมนุษย์มันต้องมีปัจจัย ๔ เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง กวฬิงการาหาร อาหารของมนุษย์ วิญญาณาหาร อาหารของเทวดา ผัสสาหาร อาหารของพรหม มโนสัญเจตนาหารของพระอรหันต์ เพราะอะไร
เพราะ มโนวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ มันทิ้งหมด ทิ้งหัวใจที่เป็นสมมุติที่เป็นวิทยาศาสตร์ ภวาสวะไง ฐีติจิต ที่อยู่ของอวิชชา
พิจารณาเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป เวลาถึงฐีติจิตมันทำลาย มโนวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ นะโม มะโน สิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่จิตเดิมแท้ที่อวิชชาอยู่ที่นั่น
แล้วจะไปรู้ไปเห็นมันได้อย่างไร
สมาธิเป็นสมาธินะ สมาธิ ขณิกะ อุปจาระ อัปปนา นี่ฐีติจิต เข้าถึงจิตเดิมแท้เลย แต่เป็นสมาธิ ไม่ได้แก้กิเลส แต่มันข้อเท็จจริงแบบอุทกดาบส อาฬารดาบสไง สมาบัติ ๘ ไง
เหมือนกัน สมาธิเป็นสมาธิ แล้วมีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน สมาธิเป็นมิจฉา มิจฉาก็อยู่เรื่องโลกๆ มิจฉาก็ส่งออกรับรู้กับโลกนี้ไง ถ้าสัมมา สัมมามีความปกติสุข สัมมามีกำลัง กำลังอันนี้สำคัญที่สุด เพราะอะไร เพราะเวลาถ้าเป็นสัมมาสมาธิ มีอำนาจวาสนาไง
กิเลสมันไม่รู้ แต่ธรรม สติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรมรู้
ถ้ารู้แล้วมีความปกติสุขนะ แล้วถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงามยกขึ้นสู่วิปัสสนา ยกขึ้นสู่วิปัสสนา อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน งานมันจะเกิดตรงนั้น งานของจิตดวงนั้น
โลกเขาทำงานด้วยสมอง ทำงานด้วยร่างกายเพื่อหาปัจจัยเครื่องอาศัยเพื่อดำรงชีวิต นักรบรบกับกิเลสในหัวใจของตน แต่ทำสมาธิไม่เป็น หาหัวใจของตนไม่พบ หาหัวใจของตนไม่เจอ ฐานที่ตั้งแห่งการงาน สมถกรรมฐาน
นักรบจะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน ทำสมาธิให้มันถูกต้องชอบธรรม มีความปกติสุข แล้วถึงมีกำลัง มีอำนาจวาสนา แล้วน้อมไป น้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกิเลส
เห็น ไม่ใช่ไม่เห็น แล้วไม่มีวาสนา เดินตามเขาไปอีกนะ แล้วให้กิเลสมันปั่นหัวเล่นอีกต่างหาก
แต่ถ้าเห็นแล้วเราฝึกหัดของเรา จะเกิดกองทัพธรรม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง มรรค ๘ ไง แล้วมรรค ๘ ดูในตำรามันก็เป็นตัวอักษร เป็นชื่อ มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เขาก็ทำธรรมจักร มีกวาง ๒ ตัว กราบไหว้บูชา บางตำแหน่ง บางที่เขาไปขุดเจอ ๑,๐๐๐ กว่าปี ๒,๐๐๐ ปี ธรรมจักรเป็นหินแกรนิต แต่เวลาเป็นข้อเท็จจริงของธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ๘ เวลามันเกิด
นี่ไง ฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญาต้องฝึกหัด ถ้าฝึกหัดมันจะเห็นมรรค ๘ มันจะเห็นจักรแล้วมันหมุนไป เราเข้าใจหมดเลย เพราะเราเป็นคนฝึกหัดต้อยๆๆ ต่อเติมให้มันเจริญงอกงามขึ้นมา เวลามันหมุน โอ้โฮ! กิเลสมันหัวซุกหัวซุนนะ
เวลาพระกรรมฐานไง กองทัพธรรม กองทัพธรรมคือธรรมจักร กองทัพธรรมได้เคลื่อน ได้บดบี้กิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน
ที่อยู่ของกิเลส เห็นไหม ตัวปู่มันอยู่ที่ฐีติจิต แต่มันให้ลูกหลานของมันออกมาหาเหยื่อ มันก็อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กายของเราสร้างเวรสร้างกรรม สร้างแต่ผลให้กิเลสมันเจริญงอกงาม แล้วเวรกรรมมันก็ตกอยู่ที่จิตเรา กรรมดีกรรมชั่วมันก็ตกที่จิตของเรา พันธุกรรมของจิตๆ ไง
นี่พูดถึงว่าเวลามันสร้าง สร้าง ถ้ายังไม่เข้าสู่ธรรมจักร ยังไม่เข้าสู่มรรค
แต่เราภาวนาเป็น ภาวนาให้ได้ เวลาทำความสงบของใจเข้ามาแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา แล้วฝึกหัด ฝึกหัดใช้ปัญญา พอปัญญามันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม เวลามันพิจารณาไปแล้ว ชัดๆ มันเคลื่อนขึ้นไป เราเป็นคนทำเอง เราเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง เราเป็นคนภาวนาเอง แต่มันเป็นนามธรรม เป็นอยู่ที่จิต
เพราะเวลาพระกรรมฐานไปหาครูบาอาจารย์ไง มันเป็นอย่างนั้นๆๆ
หลวงปู่มั่น หลวงตามหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านตอบผัวะๆๆ เพราะท่านเป็นมาหมดแล้ว แล้วถ้าไม่รู้เห็น จะเป็นได้อย่างไร เป็นอย่างที่เรานี่เซ่อเลย
เพราะเวลาครูบาอาจารย์ท่านขึ้นไปหาครูบาอาจารย์อีกชั้นหนึ่งไง เราปฏิบัติแล้วมันต้องมีความรู้ความเห็น ถ้าความรู้ความเห็นมันก็เป็นสมบัติของเรา สมบัติของเราที่เราฝึกหัดปฏิบัติไง นี่ไง ศีล สมาธิ ปัญญาไง
เวลาจิตสงบแล้วฝึกหัดใช้ปัญญาๆ ตอนนี้เราก็ฝึกหัดใช้ปัญญาแล้ว แล้วปัญญามันหมุนติ้วๆๆ ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย เพราะมันมีพลังของมันไง แต่มีพลังของมันแล้ว ถ้าสมาธิมันอ่อนลง พลังนั้นมันก็หมุนฟรีไง หมุนอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่มันไม่บดบี้สีไฟกิเลสเลยไง
เวลาขึ้นไปหา ครูบาอาจารย์บอก ไอ้บ้าสังขาร ไอ้บ้าความคิด ไอ้บ้ามรรค
ถ้ามันไม่บ้า มันก็ไม่ใช่การภาวนาไง ก็ภาวนา
ใช่ การภาวนา แต่มันต้องรู้จักสมดุลและพอดี รู้จักคำนวณว่าร่างกาย จิตใจเรามันสมบูรณ์แบบไหม
มันสมบูรณ์แบบ หมายความว่า คือมันทำแล้วมันสมดุลของมัน มันพอดีของมัน มันมีรสชาติไง
รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง เพราะมันมีความรู้สึกอย่างนี้ไง ครูบาอาจารย์ถึงได้เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี สบายมาก ยิ่งกระทำยิ่งฮึกยิ่งเหิม แล้วเวลาทำไปแล้วมันบีบบี้สีไฟกันไปแล้ว มันเฉียดไปเฉียดมา มันเกือบได้ จะได้ เกือบไม่ได้ มันพลาดไป เพราะความคิดมันเร็วไง มันเป็นนามธรรม
สิ่งที่เป็นนามธรรม แต่เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนสติควบคุมได้หมด นามธรรมนี่แหละ สติเป็นสติ สมาธิเป็นสมาธิ ปัญญาเป็นปัญญา เวลาปัญญามันเกิดขึ้น มันเป็นภาวนามยปัญญา เกิดขึ้นจากการฝึกหัด เกิดขึ้นจากการกระทำ การกระทำจนมันคล่องตัวของมัน มันคล่องตัว มันสมดุล มันพอดีของมัน เห็นไหม
ถ้ามันคล่องตัว มันสมดุล มันพอดี มันก็ปล่อยๆๆ นี่มันเริ่มฟาดฟันกันแล้ว กิเลสมันเริ่มถลอกปอกเปิก กิเลสมันเริ่มวิ่งหนีแล้ว มันไม่อยู่กับหัวใจของเรา มันจะหลบมันจะซ่อน พอมันปล่อย เราก็อยู่กับความสุขนั้น
สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี
ทำจิตสงบ มันก็มีความสุขของมันโดยสมถะ เวลายกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็น เวลามันฝึกหัดใช้ปัญญา เวลามันปล่อย โอ้โฮ! มันคนละเรื่องกัน ชื่อไม่เหมือนกัน ผลไม่เหมือนกัน หยาบ กลาง ละเอียด ละเอียดสุดแตกต่างกัน
เวลาฝึกหัดปฏิบัติเริ่มต้น โอ้โฮ! ทุกข์เกือบตาย ทำอย่างไรมันก็ไม่ได้ไง เวลาถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติต่อเนื่องไปแล้วนะ จากสติ เป็นมหาสติ จากปัญญา ปัญญาที่มรรคเราหมุนติ้วๆ นี่แหละ มันจะเป็นมหาปัญญา ลึกลับซับซ้อนขึ้นไป มันจะเป็นปัญญาญาณ ปัญญาญาณที่เข้าไปสู่ฐีติจิตเลย ทำลายภวาสวะ ทำลายภพ ทำลายจิตดวงนั้น ทำลาย ยิ่งทำลายขนาดไหน ยิ่งเป็นธรรมเกิดขึ้นอย่างมหัศจรรย์ๆ เป็นวิหารธรรม วิหารธรรมของใจดวงนั้นไง
แต่เราฝึกหัดปฏิบัติอยู่นี่ทุกข์เจียนตาย
ทุกข์เจียนตาย เราก็ปฏิบัติเพื่อถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แต่โดยการกระทำนะ เราเคารพพุทธะที่ใจเราต่างหาก เราเคารพสัจจะ สติ สมาธิปัญญาที่เราฝึกฝน ฝึกฝนขึ้นมาให้มันเป็นข้อเท็จจริง ได้รับรู้รสของธรรม รสของการกระทำ แล้วรสของกิเลสด้วย เวลามันเสื่อม เวลามันท้อแท้ ทุกข์เจียนตาย ทุกข์ขนาดไหน กัดฟัน สะบัดหน้าสู้มันต่อไป
เวลามันเป็นจริงเป็นจังของเราขึ้นมา มันถึงเคารพครูบาอาจารย์ไง แสวงหาร่มโพธิ์ร่มไทร ผู้ชี้หนทาง ผู้คอยบอกกล่าว หน้าที่ของเรา เราต้องตั้งใจแล้วกระทำด้วยข้อเท็จจริง ด้วยสติด้วยปัญญาของตนให้มันสมบูรณ์แบบ สมบูรณ์แบบด้วยปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เรารู้แจ้ง
เวลาทุกข์มันแสนทุกข์ แล้วถ้ากิเลสมันไม่รู้นะ มันก็น่าไหว้หลังหลอก น่าชื่น อกตรม ว่ามีความสุขมีความเจริญ แต่ใจทุกข์เจียนตาย
ฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงนะ มันเป็นธรรม เวลามันชำระล้างเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป ถ้ามันไม่ได้ เราก็ตั้งสติ แล้วค่อยๆ สืบทอดสืบต่อดูแลให้มันเจริญขึ้นให้ได้ เวลามันขาด นิโรธมันดับหมด ดับแต่ละชั้นๆ ขึ้นไป
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ จิตนี้กลั่นมาจากอริยสัจ กลั่นมาจาก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เกิดจากการกระทำที่สมบูรณ์พอดีในหัวใจของตน แล้วถ้าปฏิบัติแล้วมันจะเข้าไปกับธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผลของการปฏิบัติกับข้อเท็จจริงนั้นจะเป็นอันเดียวกันเลย แล้วพูดได้ ชี้ได้ทุกจุดทุกที่ที่มันเป็นข้อเท็จจริง เพราะจิตดวงนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจ เอวัง